เมื่อคืนไปนั่งดื่มกับเพื่อนๆ
มีข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียวที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์อยู่ในแก้ว
นั่งดื่มกันไป พูดคุยกันไป ถึงยามสอง
มีชายชกรรจ์กลุ่มหนึ่ง มากันสามคน
เดินเข้ามาด้วยความน่าเกรงขาม
เค้าต่างพากันเดินถามทุกๆโต๊ะ
ว่า
ซื้ออ้อยให้ช้างไหมครับ
ความรู้สึกแรก
ก็คนเหล่านั้นเดินมาพร้อมกับช้าง
ทำไมไม่เอาให้มันกินเอง
เอามาขายให้...ทำไม
ความรู้สึกนี้สะท้อนจิตยิ่งนัก
ว่าทำไม คนทั้งสามคนที่มีมือมีเท้ามีแรง
ถึงไม่ไปทำงาน เอาชีวิตมาฝากกับความสงสารของคน
แล้วก็พาช้างของตนมาเร่ร่อนขอทาน
เพียงคนๆเดียวก็เกินทนสำหรับช้างผู้น่าสงสารแล้ว
ความรู้สึกที่สอง
หันมามองแววตาของช้าง
ผู้ซึ่งเคยเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
เคยเป็นสัตว์พาหนะ ของกษัตริย์
แต่เมื่อการคมนาคมถูกทดแทนด้วย รถยนต์ รถไฟ เครื่องบิน
จึงทำให้ความสำคัญของสัตว์พาหนะ อย่างช้าง และม้า ลดลง
เราเคยได้ยินถึงบุญคุณของควาย ที่ถูกใช้ในการไถนา
เราจึงมีข้าวกิน
และเราก็คงจะเคยได้ยินบุญคุณของช้าง ที่ร่วมรบร่วมต่อสู้
จนบ้านเมืองเรามีเอกราชอยู่เช่นนี้
แต่ก็ไม่มีใครใยดีช้างอย่างจริงจัง
เป็นเพียงคำรณรงค์ให้ผู้คนหลงเชื่อว่าช้างจะได้กลับบ้าน
หากเราไม่สนับสนุนควานช้างที่นำช้างมาเร่ร่อนขอทาน
แต่ความเป็นจริง
ช้างเหล่านั้นเมื่อถูกส่งกลับถิ่นฐาน ก็จะกลับมาของทานอีกครั้งในจังหวัดอื่นๆ
ช้างเจ้าก็มีครอบครัว
มีลูกเมีย
บ้างลูกก็ถูกนำมาเดินขอทาน
ห่างพ่อแม่
ห่างบ้าน
ห่างป่า
ห่างจากชีวิตตามธรรมชาติ
คน ควาน พราน พบ
เจ้าก็จบความเป็นช้างตามพงไพร
เจ้าต้องเดินตรากตรำย่ำออกไป
เดินถนนในเมืองใหญ่ให้เขาดู
ราตรีสวัสดิ์ครับพี่น้องช้างไทย